วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันพืชมงคล หรือ วันกระดูกสันหลังของชาติ

      
           วันที่ 5 พฤษภาคม 2554 เด็กสมัยใหม่คงยังไม่รู้ที่มาหรือความสำคัญ เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นวันหยุดเท่านั้นเอง วันนี้จึงหาบทความที่เคยอ่านน่าเอามาเล่าใหม่มาเขียนให้ฟัง  ในหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงอธิบายถึงพิธีแรกนาขวัญไว้ ดังนี้  "การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณเช่นในเมืองจีน สี่พันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงไหม ส่วนจดหมาย เรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ ที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ ก็มีอยู่เสมอเป็นนิตย์ไม่มีเวลาเว้นว่าง ด้วยการซึ่งผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร  ชักนำให้มีใจหมั่นใน การที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่น และเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง"  วันพืชมงคลนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้ว่า เป็นพระราชพิธีที่มี ๒ ชื่อ ต่อเนื่องกันเป็นพิธีเดียวคือ วันสวดมนต์ทำขวัญพืชพันธุ์ต่าง ๆ มีข้าวเปลือก เป็นต้น เป็นวัน พระราชพิธีพืชมงคล
ส่วนพิธีตอนเช้าคือการไถ เป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัล แต่ก่อนนี้พระราชพิธีจรดพระนังคัลมีแต่พิธีพราหมณ์ไม่มีพิธีสงฆ์ ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงเพิ่มพิธีสงฆ์ในพระราชพิธีต่าง ๆ และได้เพิ่มในการจรดพระนังคัลนี้ด้วย แต่แยกเป็นพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่า พืชมงคล  พระราชพิธีจรดพระนังคัลมีกล่าวไว้ในหนังสือเรื่องนางนพมาศ ระบุว่ามีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  พระราชพิธีจรดพระนังคัลที่มีในปัจจุบันนี้ ก็ดำเนินตามแบบอย่างโบราณประเพณี เว้นแต่บางอย่างบางประการ ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมแก่กาลสมัย อาทิ พิธีของพราหมณ์ก็มีการตัดทอนให้เหลือน้อยลง พระยาแรกนาก็ให้ตกเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตร และนางเทพีคู่หาบทั้งสี่ก็เป็นสุภาพสตรี
ผู้ทรงเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรพระราชพิธีพืชมงคลทุกปี  มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูต และประชาชนได้มาชมการแรกนานี้เป็นจำนวนมาก เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ประชาชนจะพากันแย่งเก็บเมล็ดข้าวนำไปผสมกับพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูก ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่นา หรือผู้ที่ไม่มีนาก็นำไปเก็บไว้ในถุงเงิน ด้วยความเชื่อที่ว่าทำให้เงินทองงอกเงย เรื่องพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลในรัชกาลที่ ๔ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องการแย่งข้าวด้วยเหมือนกันดังนี้  "ในการจรดพระนังคัลเป็นเวลาที่คนมาประชุมกันมาก ถึงจะอยู่บ้านไกลๆ ก็มันจะมาด้วยมีประโยชน์ความต้องการ เมื่อเวลาโปรยข้าวปลูกลงในนา พอพระยาแรกนากลับแล้วก็พากันแย่งเก็บข้าวจนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนาเลย เมื่อรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้ไปชันสูตรหลายครั้งว่ามีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อทอดพระเนตรแรกนาที่เพชรบุรี  พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บพันธุ์ข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว รับสั่งให้ตำรวจหลายคนออกไปค้นหาเมล็ดข้าว ว่าเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้จนสักเมล็ดหนึ่ง พันธุ์ข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้นไปใช้เจอในพันธุ์ข้าวปลูกของตัว ให้เป็นสวัสดิ์มงคลแก่นาบ้าง ไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง การแรกนาจึงเป็นที่นิยมของ คนทั้งปวงไม่จืด ยังนับว่าเป็นพระราชพิธีซึ่งเป็นที่ต้องใจคนเป็นอันมาก" พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลในปัจจุบันนี้ เป็น พระราชพิธีเก่าแก่มาแต่โบราณ เป็นพระราชพิธี เสริมสร้างให้เกิดขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติที่ว่ากันว่า เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทยโดยแท้